หากไฮสปีด 3 สนามบิน ดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา ไม่เกิดขึ้น EEC ไม่ได้หมายความว่าจะหยุดโต แต่ทิศทางการเติบโตจะเปลี่ยนจากการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทาง ไปสู่การขยายตัวตามอุตสาหกรรม แหล่งงาน Data Center EV อิเล็กทรอนิกส์ โลจิสติกส์ สนามบินอู่ตะเภา และท่าเรือมากขึ้น ดังนั้น อสังหาริมทรัพย์ใน EEC จะไม่ได้รับผลกระทบเท่ากันทุกทำเล
ระยองยังเป็นจังหวัดที่มีโอกาสเติบโตสูง เพราะพึ่งพานิคมอุตสาหกรรมและแหล่งงานเป็นหลัก โดยเฉพาะปลวกแดง–อมตะซิตี้–มาบตาพุด รวมถึงบ้านฉาง–อู่ตะเภา ซึ่งการเติบโตของที่อยู่อาศัยมีฐานจากแรงงานและภาคอุตสาหกรรม ขณะที่การเดินทางในพื้นที่ยังพึ่งพารถยนต์มากกว่ารถไฟความเร็วสูง
ชลบุรียังโตได้เช่นกัน โดยเฉพาะศรีราชา–แหลมฉบัง–พานทอง–พนัสนิคม ที่มีฐานอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์รองรับอยู่แล้ว แต่ต้องระวังทำเลที่ราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ปรับขึ้นจากความคาดหวังเรื่องสถานีไฮสปีดและการพัฒนา TOD เพราะหากโครงการไม่เกิด มูลค่าที่อิงกับอนาคตอาจได้รับแรงกดดัน
ขณะที่ฉะเชิงเทรามีความเสี่ยงมากกว่า โดยเฉพาะพื้นที่ที่วางแผนพัฒนาโดยอาศัยการเชื่อมต่อกรุงเทพฯ ด้วยไฮสปีด 3 สนามบิน หากไม่มีรถไฟความเร็วสูง ความต้องการคอนโดมิเนียมและที่อยู่อาศัยบางประเภทอาจไม่สูงอย่างที่เคยคาด ต่างจากบ้านฉาง–อู่ตะเภาที่มีแรงหนุนจากการพัฒนาสนามบินและ Airport City ซึ่งสามารถเดินหน้าได้บางส่วนแม้ไฮสปีดจะล่าช้าหรือไม่เกิดขึ้น
ดังนั้น หากไฮสปีด 3 สนามบินไม่เกิด ทำเลที่มีแหล่งงานและดีมานด์จริงยังมีโอกาสโต เช่น ปลวกแดง บ้านฉาง–อู่ตะเภา ศรีราชา–แหลมฉบัง พานทอง–อมตะนคร และเมืองระยอง ส่วนทำเลที่ต้องระวังคือพื้นที่รอบสถานีไฮสปีดและ TOD รวมถึงคอนโดที่ขายด้วยจุดขาย “กรุงเทพฯ–อู่ตะเภา 60 นาที” โดยเฉพาะในฉะเชิงเทรา เพราะเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่พึ่งพาความคาดหวังจากโครงการมากกว่าดีมานด์จริงในปัจจุบัน
Credit: Paranee K/Thansettakij/03-09-2026





